ประวัติเกาะสมุย

ประวัติศาสตร์เกาะสมุย”กลองมโหระทึก”

     กลองมโหระทึก ผลิตภัณฑ์จากสำริดของช่างฝีมือชาวเอเชีย ยุคโลหะ เมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อนขึ้นไป ซึ่งนักประวัติศาสตร์โบราณคดีตั้งชื่อวัฒนธรรมที่เป็นเสมือนเจ้าของผลิตภัณฑ์นี้ ตามสถานที่ที่ได้พบกลองมโหระทึกเป็นครั้งแรกว่า วัฒนธรรมดองซอน แต่ตำบลไหน กลุ่มชนใดจะเป็นเจ้าของวัฒนธรรมนี้ยังไม่เป็นที่ยุติ
     กลองมโหระทึก สิ่งที่เสมือนวัตถุพยานเรื่องการติดต่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมสำริดของภาคใต้กับชุมชนอื่นในยุคโลหะ ก่อนที่จะเข้าสู่สังคมเมืองในยุคกึ่งก่อนประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์ได้ถูกค้นพบที่เกาะสมุยด้วย
     ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยาว่า “…กลองมโหระทึกฝังอยู่ในดินทราย ริมสวนป่ามะพร้าวในเขตวัดตลิ่งพัง ห่างจากทะเลประมาณ 300 เมตร พบในชั้นดินที่ตื้น ลักษณะนอนหงาย พบเพียงลูกเดียว ในกลองก็ไม่พบบรรจุสิ่งใดเลย…กลองมโหระทึกจากวัดตลิ่งพัง เป็นกลองที่มีขนาดใหญ่ และจัดว่าสมบูรณ์มาก มีชำรุดเป็นรูใหญ่ขนาดประมาณ 5 นิ้วที่บริเวณเชิงตีนกลองเพียงแห่งเดียวนอกนั้นมีรอยชำรุดบ้างก็เพียงเล็กน้อย ลวดลายทั้งด้านหน้ากลองและด้านข้างตัวกลองชัดเจนสวยงาม เนื่องจากฝังอยู่ในดินทรายจึงไม่มีสนิมและสิ่งสกปรกจับมากนัก…
     ขนาดหน้ากลองเส้นผาศูนย์กลางกว้าง 69.5 ซ.ม.สูง 53.5 ซ.ม. ก้นหรือปากกลองกว้าง 74 ซ.ม. หูกลองเป็นชนิดหูคู่ลายเส้นเชือกถัก มีจำนวน 4 คู่ กว้าง 7 ซ.ม.
     กลองมโหระทึกลูกนี้ จัดเป็นของ วัฒนธรรมดองซอน(Dong-sonian Culter) ซึ่งเป็นกลุ่มวัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ยุคโลหะสำริดที่ได้ค้นพบเป็นครั้งแรกที่ดองซอน บนฝั่งขวาของแม่น้ำซองมา(Song ma)ในจังหวัดธานหัว ประเทศเวียดนาม(เวียดนามเหนือ) และต่อมาได้พบในประเทศต่างๆของกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกือบทุกประเทศ ตามสายวัฒนธรรมจากเหนือลงใต้ ลักษณะสำคัญและจุดเด่นของกลองมโหระทึกเกาะสมุย นอกจากเป็นกลองที่มีขนาดใหญ่โตสมบูรณ์และสวยงาม ที่ควรศึกษาในรายละเอียดคือ ลวดลายบนหน้ากลองและลายตามกระพุ้งข้างตัวกลอง คือ ลายแฉกนูนรูปดวงอาทิตย์ตรงกลางหน้ากลองนั้นมี 10 แฉก เปล่งรัศมีเท่ากัน โดยรอบมีนกบินเวียนซ้ายจำนวน 10 ตัว มีลายรูปคนหรือสัตว์เป็นคู่ๆ เป็นวงรอบ และมีพิเศษที่ทำเป็นรูปเดี่ยวอยู่ 1 รูป เข้าใจว่าคงเป็นรูปสุดท้าย เมื่อช่องไฟไม่สามารถทำรูปคู่ได้ จึงต้องทำเป็นรูปเดี่ยวแทน ลายรูปคนหรือสัตว์นี้ทำเหมือนกัน ทั้งที่ปรากฎบนหน้ากลอง กระพุ้งกลอง และลำตัวกลองด้านระพุ้งข้างตัวกลองมีรูปเรือวิญญาณบรรทุกคน หรือสัตว์เต็มลำเรือ จำนวน 6ลำ เรือวิญญาณนี้เป็นลำยาวหัวท้ายงอนโค้งสวยงามมากคล้ายเรือของพวกอียิปโบราณ ตรงตะเข็บข้างกลองทรงกระบอก ตามปกติจะมีลายเป็นเส้นๆ แบ่งเป็นช่องเท่ากันโดยรอบ แต่เฉพาะตรงช่องระหว่างตะเข็บของกลองลูกนี้ไม่มีลายเส้นใดๆ
     สรุปได้ว่า กลองมโหระทึกจากเกาะสมุยมีอายุประมาณ พ.ศ.200-500 มีลักษณะคล้ายกับกลองมโหระทึกที่พบจากเขื่อนเจ้าเณร จังหวัดกาญจนบุรี นับถึงปัจจุบันได้มีการค้นพบกลองมโหระทึกในภาคใต้ของประเทศไทย รวมทั้งสิ้นประมาณ 7ลูกแล้ว จึงเป็นเรื่องน่าติดตามศึกษาค้นคว้าวัฒนธรรมดองซอนบนแหลมมาลายูต่อไป ”
     เกี่ยวกับรูปสัญลักษณ์คล้ายคนที่ปรากฎบนกลองนั้น “ลวดลายที่สำคัญที่ปรากฎบนกลองคือ รูปดวงอาทิตย์ สาดแสงตรงกลางหน้ากลอง รูปสัญลักษณ์คล้ายคนอยู่กันเป็นกลุ่มๆ ละ 3คน ด้านข้างส่วนกระพุ้งกลองด้านบนเป็นลวดลายรูปเรือทรงโค้ง ไม่มีใบ และมีรูปลักษณ์คล้ายคนจำนวน 12 คนอยู่บนเรือ รูปคนบนเรืออาจหมายถึงการทำพิธีกรรมเกี่ยวกับการส่งวิญญานหลังความตาย หรืออาจหมายถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่และเทคโนโลยีในสมัยนั้น”
     หลังจากการพบกลองมโหระทึกลูกแรกแล้ว ประมาณสองทศวรรษประมาณได้ว่า เมื่อ พ.ศ.2543 ก็ได้มีการพบกลองมโหระทึกที่เกาะสมุย บ้านละไม ในแถบคลองปากบาง ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่หอวัฒนธรรมบ้านละไม มีขนาดเส้นรอบวง 2.60 เมตร สูง 80 เซนติเมตร ด้านหน้ากลอง ตรงกลางมีลายแฉกนูนรูปดวงอาทิตย์เช่นกันและมีสัตว์อยู่ที่ข้างขอบหน้ากลองทั้ง4ด้าน บางท่านว่าเป็นรูปช้าง แต่บ้างก็ว่าเป็นรูปกบ ส่วนหูกลองเป็นชนิดหูคู่ ลายเส้นเชือกถัก มีจำนวน 4 คู่
     บางท่านสันนิษฐานว่ากลุ่มชนยุคก่อนประวัติศาสตร์เคยดำรงชีวิตอยู่บนเกาะสมุยในด้านทิศใต้ แถบละแวกบ้านสระเกศ ตลิ่งงาม ละไม ในปัจจุบัน อยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง เนื่องจากพบหลักฐานพวกเครื่องมือขวานหินขัด ขวานหินกะเทาะเกือบ20ชิ้น และพบกลองมโหระทึกถึง 2ใบ โดยมูลเหตุที่ชักนำกลุ่มชนก่อนประวัติศาสตร์ให้เข้ามาอยู่และออกไปจากเกาะสมุยคือธรรมชาติวิสัยของพวกเขาที่ชอบอพยพโยกย้ายถิ่นที่อยู ไม่ค่อยอยู่เป็นหลักแหล่งถาวร กลุ่มชนเจ้าของกลองมโหระทึก ซึ่งน่าจะห่างช่วงสมัยจากกลุ่มเจ้าของขวานหินนับร้อยปีนั้น เมื่อจะอพยพออกไป อาจมีจำนวนคนเพิ่มขึ้นมากกว่าเมื่อตอนแรกเข้ามา และสภาพเรือที่ใช้ในการอพยพออกจากเกาะสมุยอาจไม่เอื้อต่อการนำกลองไปด้วย จึงได้ทอดทิ้งไว้ที่ชายทะเล หรือไม่ก็อาจจะเป็นพิธีกรรมสักอย่างหนึ่งที่กลุ่มชนยุคก่อนประวัติศาสตร์เหล่านั้นเชื่อถือว่าจะก่อให้เกิดสวัสดิภาพในการเดินทาง จึงได้ทำพิธีทิ้งหรือฝังกลองไว้ในทะเลไกล้ชายฝั่งหรือบนชายฝั่งเพื่อเซ่นไหว้หรือติดสินบนเทพเจ้าแห่งน้ำ เจ้ามหาสมุทรให้ช่วยสนับสนุนการเดินทางของพวกเขาให้ไปถึงปลายทางโดยสวัสดิภาพก็เป็นได้ กลองมโหรทึกจึงเป็นหลักฐานทางวัตถุชิ้นสำคัญที่บ่งบอกถึงการเคยมีมนุษย์หรือชุมชนมนุษย์ นักเดินทางท่องทะเล เข้ามาบนฝั่งเกาะสมุย ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์

“พระประมุขเสด็จหมู่เกาะสมุย”

1. สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
     เมื่อการยกทัพไปตีเมืองนครศรีธรรมราชโดยทางบก ที่เคลื่อนทัพเมื่อวันเสาร์ แรม 3 ค่ำ เดือน 8 ภายใต้การนำทัพของพระยาจักรี (หมุด) พระยายมราช (กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ในรัชการที่ 1) พระยาเพชรบุรีและพระอภัยรณฤทธิ์ (สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) ไม่บรรลุผล สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงเสด็จนำทัพไปด้วยพระองค์เองโดยทางน้ำจากความบางตอนในพระราชพงศาวคารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ซึ่งสันนิษฐานว่าเรือของพระเจ้าตากสินมหาราชน่าจะทอดในละแวก เกาะสมุย เกาะพงัน เพื่อการเติมน้ำจืดหรือหยุดพักเพื่อผ่อนแรงพลกรรเชียงบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนขากลับ

2. กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท
     สมเด็จพระอนุชาธิราชในรัชกาลที่ 1 ทรงนำทัพไปต่อต้านพม่าที่รุกล้ำเข้ามายังเมืองชุมพร เมืองไชยา เมืองนครศรีธรรมราช และปราบหัวเมืองมาลายู พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชการที่ 1 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ กล่าวถึงเรื่องนี้ ซึ่งสันนิษฐานว่า เรือพระที่นั่งของสมเด็จพระอนุชาธิราช น่าจะทอดในละแวกเกาะสมุย เกาะพงัน เพื่อการเติมน้ำจืดหรือหยุดพัก เพื่อผ่อนแรงพลกรรเชียงบ้าง ทั้งในตอนขาไปและขากลับ

3. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
     พระพุทธเจ้าหลวงเคยเสด็จเกาะสมุยและหมู่เกาะอ่างทองรวม 5 ครั้ง
     ครั้งที่ 1 วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม 2431 แรม 9 ค่ำ เดือน 9 ปีชวด เสด็จอ่าวเฉวง ทอดเรือพระที่นั่งตอนบ่ายห้าโมงครึ่ง เมื่อฝนหายเสด็จพระราชดำเนินไปที่สวนจีนแห่งหนึ่ง เกือบหนึ่งทุ่ม เสด็จกลับเรือพระที่นั่ง ประทับแรมในเรือพระที่นั่ง ทอดห่างฝั่งเฉวง ประมาณ 160 เมตร วันเสาร์ที่ 1 กันยายน 2431 แรม 10 ค่ำ เดือน 9 ปีชวด เสด็จอ่าวหน้าค่าย พระราชดำเนินไปสวนจีนกิมยี่ แล้วเสด็จไปวัดขาม จากวัดขามข้ามทุ่งไปประมาณ 800 เมตร ถึงวัดมะเรศ(วัดคงคาคีรี) ทอดพระเนตรของสำคัญต่างๆ แล้วเสด็จข้ามทุ่งไปประมาณ 1.6 กม. ถึงเขาเล่ เสด็จขึ้นเขาเล่ เสด็จลงจากเขาแล้ว พระราชดำเนินเลียบมาตามชายไม้ จนถึงคลองแห้ง ข้ามคลองขึ้นถนนที่พระยานครศรีธรรมราชทำไว้ ออกทะเลที่สวนพระยานครศรีธรรมราช ประทับเสวยพระกระยาหารกลางวัน แล้วพระราชดำเนินเลียบหาดมาประทับเรือพระที่นั่งอ่าวหน้าค่าย และในการเสด็จประพาสเกาะสมุยเป็นครั้งแรกนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศมกุฎราชกุมาร ได้โดยเสด็จด้วย
     ครั้งที่ 2 วันพุธที่ 17 กรกฎาคม 2432
     ตอนสี่โมงเช้า เสด็จโรงมะพร้าวที่อ่าวแม่น้ำ พระราชดำเนินไปวัดเล ทางประมาณ 1.2 กม. แล้วเสด็จไปวัดภูเขาทอง ทางประมาณ 800 เมตร ทอดพระเนตรวัดแล้วเสด็จกลับมาลงเรือพระที่นั่ง เรือพระที่นั่งทอดที่หน้าเกาะวัวตาหลับ เวลาบ่ายสี่โมงยี่สิบนาที เสด็จลงเรือไปทอดพระเนตรหมู่เกาะอ่างทอง ประมาณ 11-12 เกาะ ประทับแรมคืน เรือพระที่นั่งออกตอนห้าทุ่ม
     วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม 2432
     เวลาบ่ายสองโมงเศษ ออกเรือพระที่นั่งธารเสด็จเกาะพงัน ทอดเรือหน้าแม่น้ำ เวลาเย็นเสด็จหน้าพระลาน ทอดพระเนตรเจดีย์ท่านขรัวพุดสอน แล้วประทับเรือพระที่นั่งกรรเชียง เสด็จไปขึ้นหาดด้านเหนือ ไม่นานก็เสด็จกลับเรือพระที่นั่ง
     ครั้งที่ 3 วันที่ 31 พฤษภาคม 2443
     เวลาย่ำรุ่ง เรือพระที่นั่งออกจากเกาะพงัน ไปทอดที่หน้าแม่น้ำ เวลาแปดโมงเศษ เสด็จขึ้นวัดหน้าพระลาน ทรงประกอบพระราชพิธีบำเพ็ญกุศล เนื่องในวันตรงกับวันสิ้นพระชนม์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์ และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกุกุธภัณฑ์ ที่บริเวณเจดีท่านขรัวพุทธสรณ์ เสร็จพิธีแล้วเสด็จกลับลงประทับเรือพระที่นั่งกรรเชียงมาถึงเรือพระที่นั่งมหาจักรีเวลาเที่ยงเศษ เวลาบ่ายโมงเศษออกเรือพระที่นั่ง
     ครั้งที่ 4 วันที่ 9 กรกฎาคม 2448
     เวลาบ่ายโมงครึ่ง เรือพระที่นั่งออกจากธารเสด็จ เกาะพงัน บ่ายสามโมงเศษถึงเกาะวัวตาหลับ ทอดเรือพระที่นั่งในช่องเกาะ เสด็จลงประทับเรือพระที่นั่งกรรเชียงไปขึ้นเรือกลไฟเทวาสุราราม ทอดพระเนตรหมู่เกาะและทรงฉายพระรูป แล้วเสด็จกลับเรือพระที่นั่งมหาจักรี เวลา 2 ยามออกเรือพระที่นั่ง
     ครั้งที่ 5 วันที่ 24 พฤษภาคม 2452
     เวลาบ่ายสองโมงครึ่ง เรือพระที่นั่งออกจากธารเสด็จไปเกาะสมุยทอดที่หน้าแม่น้ำ ทรงประทับแรมคืนในเรือพระที่นั่ง เวลาย่ำรุ่ง ออกเรือพระที่นั่งไปวกตุ่ม เกาะพงัน
     วันที่ 25 พฤษภาคม 2452
     เวลา 11.00 น. ออกเรือพระที่นั่งจากวกตุ่ม ไปช่องอ่างทอง บ่ายโมงสี่สิบนาที ถึงหมู่เกาะอ่างทอง ทอดสมอเรือหน้าเกาะสามยอด ด้านใต้ ประทับแรมในเรือพระที่นั่ง เวลาย่ำรุ่ง เรือพระที่นั่งออกไปปากน้ำหลังสวน เกาะสามยอดที่ทอดเรือพระที่นั่งสำหรับการเสด็จหมู่เกาะสมุยครั้งสุดท้าย คงเป็นเกาะที่ปัจจุบันเรียกว่า เกาะสามเส้า

4.พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
     เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระชนมายุประมาณ 7 พรรษา ครั้งทรงพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ ได้เคยโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาทรงร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลที่วัดหน้าพระลาน เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2443 ครั้นได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์แล้ว ได้เคยเสด็จเกาะสมุยรวม 3 ครั้ง
     ครั้งที่ 1 วันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน 2469
     เวลา 06.00 น. เรือพระที่นั่งออกจากเกาะพงันไปเกาะสมุย เวลา 09.00 น. ถึงเกาะสมุย เสด็จขึ้นประพาสบนเกาะพอสมควรแล้วเสด็จกลับ ประทับเรือพระที่นั่งออกจากเกาะสมุยไป
     เวลา 15.00 น. ถึงช่องอ่างทอง ทอดพระเนตรวิวเกาะอ่าวและช่องต่างๆ แล้วเวลา 19.00 น. เรือพระที่นั่งอกจากช่องอ่างทองไปยังจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
     ครั้งที่ 2 วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม 2470
     เวลา 09.00 น. เสด็จลงประทับ ร.ย.ฝ. หาญหักศัตรู พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินี เสด็จหัวหินแล่นตัfข้ามไปยังเกาะริ้นอ่าวตะวันออก
     เวลา 11.00 น. เสด็จขึ้นเรือพระที่นั่งมหาจักรี ซึ่งแล่นตามไป เรือพระที่นั่งมหาจักรีใช้จักรแล่นตัดไปเกาะสมุย ตลอดคืน
     วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม 2470
     เวลา 07.15 น. เรือพระที่นั่งมหาจักรีถึงเกาะสมุย ทอดที่หน้าเกาะ
     เวลา 09.00 น. เสด็จพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินี ขึ้นเกาะสมุยประทับศาลา ซึ่งเจ้าหน้าที่จัดถวาย พระสงฆ์สวดชยันโต พระยาเจริญราชภักดี นายอำเภอเกาะสมุย และข้าราชการ ตลอดจนราฎรเฝ้า แล้วเสด็จไปยังน้ำตกที่เชิงเขา ทรงจารึกพระบรมนามาภิไธย ป.ป.ร. 2470 แล้วทรงถ่ายรูป ประทับเสวยกลางวัน แล้วเสด็จขึ้นบนใหล่เขาเบื้องบนน้ำตก เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร ลำธาร ประมาณระยะทาง 80 เส้นเศษ ทรงจารึกพระรมนามาภิไธย ป.ป.ร. 2470 ที่แผ่นผากลางลำธารอีกแห่งหนึ่ง ทรงถ่ายรูป แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับมายังพลับพลาที่ประทับร้อน เสวยเครื่องว่างแล้วเวลาสมควร เสด็จกลับเรือพระที่นั่ง ข้าราชการที่รับเสด็จ ตามาส่งเสด็จ ถึงเรือพระที่นั่ง แล้วกราบถวายบังคมลา
     เวลา 22.00 น. เรือพระที่นั่งมหาจักรีแล่นตัดไปอ่าวบางเบิด เดินทางตลอดคืน สถานที่เสด็จในครั้งที่ 2 คือ ศาลาริมหาดและน้ำตก โดยได้เสด็จพระราชดำเนินไปตามลำธาร เป็นระยะทางประมาณ 3.2 กิโลเมตรเศษ และทรงจารึกพระปรมาภิไธย ย่อ ป.ป.ร. กับเลขพุทธศักราชไว้ที่น้ำตก จำนวน 2 แห่ง
     จึงทำให้เกิดความฉงนว่า หาดที่เสด็จขึ้นในครั้งที่ 2 คือหาดแห่งใด น้ำตกที่เสด็จในครั้งนี้ จะใช่น้ำตกหินลาดหรือไม่? ถ้าใช่ แล้วรอยพระจารึกอยู่ที่ไหน ทำไมชาวท้องถิ่นจึงไม่เคยพบเห็นกันบ้างเลย
     ครั้งที่ 3 ในตอนเย็น วันที่ 24 เมษายน 2471 รัชกาลที่ 7 เสด็จตลาดหน้าทอน ที่ว่าการอำเภอเกาะสมุย และสถานีตำรวจ
     วันพุธที่ 25 เมษายน 2471
     เวลา 06.00 น. เรือพระที่นั่งมหาจักรีเลื่อนไปทอดสมอที่ไกล้น้ำตกระยะทางราว 2 ชั่วโมง
     เวลา 09.40 น. ทรงเรือพระที่นั่ง พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินี เสด็จโดยกระบวนเรือยนต์จูงไปยังเกาะสมุยเสด็จขึ้นทรงม้า สมเด็จพระบรมราชินีทรงเก้าอี้หาบไปยังน้ำตก ระยะทาง 200 เส้นเศษ ประทับเสวยกลางวันแล้วเสด็จประพาสธารน้ำตกเกือบถึงยอดเขา ทรงจารึกพระปรมาภิไธย 3 แห่ง ประทับเสวยน้ำชาแล้วพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ชั้น 4 แก่ อ.ต.พระยาเจริญราชภักดี นายอำเภอเกาะสมุย
     เวลา 17.30 น. เสด็จจากธารน้ำตก
     เวลา 18.40 น. ถึงท่า ประทับครู่หนึ่ง แล้วเสด็จกลับประทับแรมในเรือพระที่นั่งตามเดิม ที่น้ำตกหน้าเมือง ซึ่งปัจจุบันนิยมเรียกว่า น้ำตกหน้าเมือง 1 มีรอยพระจารึก ส.ว.พ.ศ. ๒๔๖๔ อยู่ก้อนหินกลางธาร ใกล้ผาน้ำตก จากการขึ้นไปนน้ำตกอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งนิยมเรียกในปัจจุบันว่า น้ำตกหน้าเมือง 2 พบรอยพระจารึกที่ผาน้ำตกซึ่งด้านล่างมีแอ่งสำหรับเล่นน้ำ 2 รอย คือ ป.ป.ร. และ ร.พ. อยู่ไกล้เคียงกัน เพราะที่รอยพระจารึก ไม่มีการจารึก พ.ศ. และหรือเลข ๒๔๗๐ จึงบ่งชี้ว่า น้ำตกที่รัชการที่ 7 และพระบรมราชินีนาถเสด็จเมื่อ 25 เมษายน 2471 คือน้ำตกหน้าเมือง 2
      จากที่จดหมายเหตุฯ ระบุว่า “ทรงจารึกพระปรมาภิไธย 3 แห่ง” แสดงว่า ในลำธารน้ำตกนี้ จะต้องมีรอยพระจารึกอยู่อีก ขากลับจากผาพระจารึก ได้สอบถามชาวท้องถิ่นที่ขายเครื่องดื่มริมทาง เขาบอกว่ามีรอยพระจารึกอีกแห่งลักษณะเหมือนกับที่ผาพระจารึก อยู่แถบบริเวณฟาร์มจระเข้ได้มีการสร้างรั้วกั้น ไม่สามารถเข้าไปยังบริเวณนั้นได้อีกแล้ว ภายหลังได้สอบถามชาวบ้านคนอื่นๆ อีก บางคนก็บอกว่าไปถึงไม่ได้ แต่บางคนก็ว่าไปได้ แต่ต้องเดินไปตามทางที่เขานั่งช้างชมป่า

     เสด็จเกาะพะลวย

     วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน 2471
     เวลา 04.00 น. เรือพระที่นั่งมหาจักรีออกจากเกาะสมุยเวลา 08.00 น. ถึงเกาะพะลวย
     เวลา 09.40 น. เสด็จขึ้นทอดพระเนตรรังนกนางแอ่นในถ้ำเลข แล้วเสด็จถ้ำหลอด ณ ที่นี้มีหินย้อยเป็นรูปพระเจดีย์ เวลาเที่ยงวัน 50 นาที เสด็จกลับเรือพระที่นั่ง
     เวลา 14.00 น. เรือพระที่นั่งมหาจักรีออกจากเกาะพะลวย
     เวลา 15.35 น. ถึงช่องเกาะอ่างทอง
     เวลา 17.15 น. ทรงเรือพระที่นั่งโดยกระบวนเรือยนต์จูงเสด็จประพาสเกาะต่างๆ รอบช่องอ่างทอง เวลาราว 3 ชั่วโมง เสด็จกลับ
     วันศุกร์ที่ 27 เมษายน 2471 เวลา 19.15 น. เรือพระที่นั่งมหาจักรีออกจากช่องอ่างทอง เวลาเที่ยงวัน 50 นาที ทอดหน้าพระตำหนักเปี่ยมสุข สวนไกลกังวล หัวหิน

5. รัชการที่ 9 พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน
     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน เคยเสด็จเกาะสมุย เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2505 สถานที่เสด็จคือ หน้าทอน ที่ว่าการอำเภอเกาะสมุย น้ำตกหน้าเมือง และวัดหินงู บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการเสด็จฯ เกาะสมุย ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมราชชนนี ปรากฏอยู่ใน”ในหลวงกับเกาะสมุย” ในเว็บไซต์ว่า
     ”รุ่งเช้าของวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2505 บริเวณอ่าวหน้าทอน หน้าที่ว่าการอำเภอและในตลาด เนืองแน่นไปด้วยประชาชนที่มาคอยรอรับเสด็จ เพราะในวันนี้จะเป็นวันแรกที่ชาวเกาะสมุย จะได้เห็นกษัตริย์ของพวกเขาเป็นครั้งแรก ทุกคนต่างใจจดใจจ่อที่จะได้ชมพระบารมี วันนั้นเป็นวันที่น้ำทะเลลด จึงมีประชาชนส่วนหนึ่งลงไปยืนรอรับเสด็จในทะเล ตามแนวสะพานทั้งสองด้าน อย่างเป็นระเบียบส่วนบนฝั่งก็มีประชาชนมาคอยรอรับเสด็จมากมาย โดยนั่งกันอย่างมีระเบียบ ในมือของผู้ที่รอรับเสด็จต่างก็ถอธงชาติพร้อมด้วยภาพพระบรมฉายาลักษณ์ ตลอดสองข้างทาง ระหว่างชายหาดไปจนกระทั่งถึงหน้าที่ว่าการอำเภอ ส่วนลาดพระบาทได้ปูบนสะพานด้วยผ้าขาวยาวตลอดสะพาน สำหรับบนฝั่งได้ใช้ใบมะพร้าวสานเป็นผืน วางลาดตั้งแต่หัวสะพานจนถึงหน้าที่ว่าการอำเภอ
     เวลาประมาณ 10.00 น. เรือพระที่นั่งจันทร ได้มาทอดสมอที่อ่าวหน้าทอน เกาะสมุย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระราชชนนี ได้เสด็จลงประทับเรือเล็กมาเทียบสะพานที่ได้จัดสร้างขึ้น เมื่อเสด็จขึ้นบนสะพานแล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัด(นายประพันธ์ ณ พัทลุง) ได้กราบถวายบังคมทูลรายงาน ภรรยาท่านนายอำเภอ(คุณอำนวย สุพัฒกุล) ทูลเกล้าฯ ถวายช่อดอกไม้แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมราชชนนีแล้ว ทั้งสามพระองค์ ได้เสด็จพระราชดำเนินบนสะพานที่ปูลาดพระบาทด้วยผ้าขาว ขณะที่ทั้งสามพระองค์เสด็จพระราชดำเนินบนสะพาน ประชาชนต่างเปล่งเสียงไชโย ถวายพระพร เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทั้งสามพระองค์ทรงโบกพระหัตถ์ให้แก่พสกนิกรที่มาเฝ้าชมพระบารมี ทุกคนต่างปลื้มปีติที่ได้เห็นในหลวง ราชินี และสมเด็จย่าเป็นครั้งแรก ทั้งสามพระองค์ ได้เสด็จพระราชดำเนินผ่านทหารกองเกียรติยศจากค่ายทหารบกจังหวัดชุมพร เสด็จผ่านประชาชนที่มาเฝ้าคอยชมพระบารมี ทรงซักถามและปฏิสันถานกับพสกนิกรโดยไม่ทรงถือพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนแก่พระองค์ทรงโปรดมาก พระองค์ทรงถามถึงชีวิตความเป็นอยู่และการทำมาหากินอย่างทั่วถึง

…(มีต่อโอกาสหน้า)

สู่ยุคการท่องเที่ยว

     ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าฝรั่งชาติใด ชื่ออะไรเป็นกลุ่มแรก หรือคนแรกที่เปิดบริสุทธิ์เกาะสมุย เกาะที่เคยเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนต์ไทยเรื่อง เกาะสวาท หาดสวรรค์ ประมาณ พ.ศ. 2515 แล้วชื่อของภาพยนต์ก็ได้กลายมาเป็นสมัญญานามของเกาะ ให้กลายเป็ยแหล่งท่องเที่ยวระบือนามแห่งหนึ่งของโลก
     ประมาณ พ.ศ. 2515 นักท่องเที่ยวสะพายเป้ชาวตะวันตก ผู้แสวงหาคุณค่าแห่งชีวิต ได้ค่อยๆทยอยเดินทางเข้ามาย่างเหยียบตามพื้นทรายชายทะเลในทุกเวิ้งอ่าวของเกาะสมุยมากขึ้นๆ ตามการเวลาและการกระพือข่าวการค้นพบดินแดนอันสงบงดงามอย่างน่าทึ่ง จากปากต่อปากของผู้เคยมาเยือนเกาะสมุย ที่กระจายออกไปสู่สังคมในวงกว้างของเหล่านักเดินทางในยุคแรกๆ
     นักท่องเที่ยวยุคแรกที่มาเกาะสมุย มักอาศัยหลบนอนอยู่ตามโรงแรมที่มีอยู่ในละแวกบ้านหน้าทอนมาแต่ดั้งเดิม ตามวัดบ้าง ตามศาลา บ้านเรือนของชาวบ้านบ้าง และตามที่อื่นๆ อันเอื้ออำนวย ให้พวกเขาพักได้บ้าง และบริโภคอาหารชนิดเดียวกับที่ชาวเกาะบริโภค หากจะรับประทานขนมปังบ้าง ก็เป็นขนมปังราคาถูก แบบที่เด็กชาวบ้านกินกันเล่นกันอยู่ในทศวรรษนั้น นักท่องเที่ยวยุคบุกเบิกจึงสามารถเข้าถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านและมีโอกาสได้สัมผัสกับน้ำจิตมิตรกะใจจากชาวเกาะที่มีความเป็นมิตรสูง ในครั้งนั้น การคมนาคมในเกาะยังไม่สะดวกนัก รถประจำทางมีวิ่งอยู่ไม่มากเที่ยว การเดินทางไปไกล จากท่าเรือหน้าทอน จึงต้องใช้เวลามากตามแบบวิถีเกษตรที่ไม่เร่งรีบ ครั้นจำนวนนักท่องเที่ยวกระจายออกไปสัมผัสกับหาดทราย สายลม แสงแดด ร่มเงาแห่งทิวมะพร้าว ประกายดาว รัศมีจันทร์ และชีวิตอิสระเสรีที่พึงควร โดยทั่วทั้งเกาะ อย่างต่อเนื่องมากขึ้น ก็ก่อให้เกิดการประกอบกิจการด้านที่พักขึ้น เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกแห่งแรกในเกาะสมุยเกิดขึ้นที่ หาดเฉวง
     เมื่อนักท่องเที่ยวยุคแรก เดินทางเลยไปถึงหาดเฉวง และได้ขอพักอาศัยในบ้านของ นายเขียม นางเยี่ยม ศรีขวัญ ซึ่งเป็นบ้านสองชั้นขนาดใหญ่ แบ่งเป็นห้องหลายห้อง เพราะมีลูกหลายคน ในด้านอาหารการกิน นายเขียมและนางเยี่ยม ซึ่งเป็นผู้มีอัธยาศัย ก็ได้เลี้ยงอาหาร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s